Untitled Document
 

ประวัติความเป็นมา


      เมื่อประมาณ 5000 ปีล่วงมาแล้ว มีคนลาวหมู่หนึ่งได้มาตั้งถิ่นฐานบ้านเรียนอยู่ทางทิศตะวัดออกใกล้ลำน้ำแห่งหนึ่ง ทราบชื่อภายหลังว่า “ตะกุดหิน” เป็นห้วงน้ำลึกไทยแยกมาตามลำน้ำมูล ทางทิศหรดีของ หมู่บ้านแห่งนี้มีสัตว์น้ำต่าง ๆ ชุกชุมมากเหมาะแก่การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนเป็นอย่างยิ่ง คนลาวเหล่านี้เรียกว่า ลาวพรวน ปัจจุบันที่ดินบริเวณนี้ตั้งอยู่ใกล้กับทุ่งนาทางทิศตะวันออกลำคลอง ชาวบ้านยังเรียกติดปากว่า สวยพวน จนบัดนี้สภาพที่ดินสองฝากฝั่งบริเวณลำคลองแห่งนี้เป็นที่ราบลุ่มไปจนจดลำน้ำแชะ ทางทิศเหนือเหมาะสมต่อการประกอบอาชีพเพราะปลูกเป็นอย่างมากจนทำให้คนถิ่นอพยพทยอยกันมาตั้งบ้านเรือนเพิ่มขึ้นตามลำดับ และเรียกบ้านที่ตนอาศัยอยู่ว่า บ้านตะกุดหิน

      เลาได้ล่วงเลยมา 40 ปีเศษในขณะนั้นได้มีภัยพิบัติเกิดขึ้น โดยชาวบ้านเกิดโตคระบาดร้ายแรงผู้คนล้มตายกันเป็นจำนวยมาก ชาวบ้านจึงพากับหลบหนีความตายไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ใหม่ ทางทิศหรดีของถิ่นเดิมกับลำน้ำมูล และเรียกบ้านแห่งนี้ว่า บ้านทุ่งน้ำฉ่า (สันนิษฐานว่าจะเอานามมาจากที่ดินบริเวณนั้นอยู่ติดกับตะกุดน้ำที่ต่ำมีน้ำไหลเอ่อลันฝั่งออกจากลำน้ำมูลจนเกิดเสียงดังในฤดูน้ำหลากก็เป็นได้ ส่วนบางคนก็ได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เดิมแต่อยู่กันกระจัดกระจายไม่มากนักต่อมาการเกิดโรคระบาดได้สงบลงเป็นเวลาหลายปีก็มีคนจากถิ่นอื่นอพยพเข้ามา ส่วนมากจะมาจากแขวงเมืองปัด ได้แก่ บ้านหัน บ้านหนองตะอุด บ้านตุคุ บ้านสุขัง บ้านนางเหริญ บ้านขี้เหล็ก บ้านเชียงสา บ้านนกออก บ้านสระน้อย ฯลฯ นครนายก จนรวมกันเป็นหมู่บ้านใหญ่ขึ้นบุคคลที่อยู่บ้านเมืองไผ่ (บ้านไผ่) เป็นคนที่มีความรู้ความเฉลียวฉลาดพุดจาคล่องแคล่ว เป็นที่เครพนับถือของคนในหมู่บ้านเป็นอันมากจนได้รับยกย่องให้เป็นหัวหน้าในบ้านนี้


      สมัยนั้นมีชื่อเรียกว่า ขุนณรงค์ เดชารักษา ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตาแสงบ้าน ส่วนชาวบ้านน้ำฉ่าชื่อ พ่อใหญ่พา ถูกโจรปล้นจึงได้ละทิ้งที่อยู่เดิมเข้ามารวมกับบ้านตะกุดหินอีกครั้งหนึ่งปล่อยให้บ้านทุ่งน้ำฉ่ารกร้างจนกลายเป็นที่ทำไร่ – ทำนา ของชาวบ้านเมื่อขุนณรงค์ เดชารักษา ถึงแก่กรรมแล้วก็มีผู้ปกครองดูแลต่ออีกทีชื่อ ขุนพิทักษ์ นครเขต เป็นตาแสงบ้านคนต่อมา
ในลำน้ำตะกุดหินแห่งนี้ขณะที่ผู้รวบรวมประวัติเป็นเด็กจำความได้ ยังปรากฏเคยเห็นผู้ที่ลงไปล้างขา ในคลองนี้เกิดการชักตาตั้ง จึงบนบานศาลกล่าวกันอยู่นาน จึงฟื้นและมีปาฏิหารย์ปรากฏให้เห็นอยู่เสมาปัจจุบันนี้ชาวบ้านบางคนคงจำเหตุการณ์เหล่านี้ได้บ้างว่าเป็นความจริง ในลำน้ำนั้นนอกจากจะมี หอย ปู ปลา อุดมสมบูรณ์แล้วยังมีสัตว์อื่นๆ อาศัยอีกมากเช่น นก เต่า รวมทั้งจระเข้เพราะเป็นห่วงน้ำลึกและมีป่าไม่ปกคลุมหนาแน่น


      ต่อมามีคนแถว (ญวน) พวกหนึ่งเป็นนักจับสัตว์น้ำเดินทางเข้ามาในหมู่บ้านนี้ เพื่อหาจับจระเข้ขาย ด้วยเห็นว่าราคาดี และได้เที่ยวจับจระเข้ในห่วงน้ำอื่นๆ ด้วย เช่น ลำแชะ ลำครบุรี ละมะเกวียน ลำมะเกวียนใหญ่และลำคลองตะกุดหิน ลำน้ำมูล พวกแกวดังกล่าวเคยสะกดรายตามจระเข้ไปจนถึงเชิงแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกห่างจากหมู่บ้าน 15 กม. ก็พบถ้ำจระเข้อยู่ที่เชิงเขามีชื่อเรียก ต่อ ๆ กันว่า ถ้ำเขารังจระเข้ มาตราบเท่าทุกวันนี้ พวกแกวเห็นจระเข้ตัวหนึ่งมีขนาดใหญ่สีดำขลับแหลกประหลาดออกจากถ้ำไปทางทิศตะวันตกก็อยากจับให้ได้ จึงได้สะกดรายตามไปจนจระเข้ตั้งนั้นลงน้ำใน ลำคลองตุกุดหินพวกแกวเหล่านั้นจึงอาศัยพักนอนกับชาวบ้านแห่งนี้เป็นเวลาหลายคืน และในคำวันหนึ่งกลางดึกเดือนหงายพวกแกวกับชาวบ้านหลายคนได้ถือฉมวกเก็บไปที่ริมคบองตะกุดหินซ่อนตัวอยู่ที่บ้านเพื่อจับจระเข้ไม่นานนักก็มี จระเข้ขนาดใหญ่สีดำขลับนัยตาเป็นประกายสุกใสขึ้นมาจากคลอง จึงได้ใช้ฉมวกเหล็กพุ่งตรงไปยังร่างจระเข้ตัวนั้นจดเกิดประกายไฟแวบวาบ เสียงดัง สนั่นหวั่นไหว แต่จระเข้ตัวนั้นไม่เป็นไรและกระโจนลงไปในคลองอย่างรวดเร็ว ส่วนฉมวกหักใช้การไม่ได้ ต่อมาได้ทราบว่าพวกจับสัตว์น้ำดังกล่าวได้วิชาดีมา จนสามารถจับจระเข้ตัวนั้นได้และควักเอาลูกนัยตาอันเป็นประกายทั้งสองข้างไป ส่วนตัวจระเข้ได้ทิ้งลงในคลองตะกุดหินแห่งนี้


      เวลาผ่านไปหลายปีได้เกิดวิปริตฟ้าผนไม่ตกต้องตามฤดูกาลเกิดความแห้งแล้ง จนทำให้น้ำในตะกุดหินแห้งสามารถลงไปจับปูปลา ได้และมีผู้พบจระเข้ขนาดใหญ่แต่ตากลวงจมอยู่ในตะกุดนี้ผู้คนจึงเล่าลือต่อๆ กับไป จนชาวบ้านใกล้ได้พากันมาดู ต่อมาชาวบ้านจึงเรียกชื่อบ้านแห่งนี้ใหม่ บ้านจระเข้หิน มาจนตราบเท่าทุกวันนี้และความแห้งแล้งดังกล่าวสันนิษฐานว่าอาจจะเกิ
จากอภินิหารย์ของจระเข้ที่พวกแกวควักตานี้นเป็นได้



องค์การบริหารส่วนตำบลจระเข้หิน
อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา 30250
โทรศัพท์ / โทรสาร 044-991-441 E-mail: admin@jorakaehin.go.th
Copyright © 2011 All Rights Reserved. Powered by Allweb Technology